ฉีดโบท็อก ปรับหน้าเรียว กระชับผิว ลดริ้วรอย
ฉีดโบท็อก ศาสตร์แห่งความงาม เนรมิต รูปหน้าเรียวกระชับ ปรับรูปหน้า และลดริ้วรอยแห่งวัย
เพิ่มความมั่นใจ เพิ่มความดูดีได้อีก ด้วยการฉีดโบท็อก (Botulinum Toxin) เทคนิกเฉพาะของทีมแพทย์ดีมอร์ คลินิก และ ของแท้ ผ่าน อย.ไทย 100% ทุกยูนิต ผสมผสานศาสตร์แห่งความงาม เนรมิต รูปหน้าเรียวกระชับ ปรับรูปหน้า ลดกราม และริ้วรอยแห่งวัย เน้น “ขายยกขวด แกะใหม่ทุกขวด !!!” ที่ดีมอร์ คลินิก
การฉีดโบท็อกคืออะไร?
กล่าวกันตามข้อมูลจริงการฉีดโบท็อก หรือสาร Botulinum Toxin คือการฉีดสารที่สกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งมีพิษกับร่างกาย แต่วิทยาการทางการแพทย์ความงาม พบข้อดีหากนำสารดังกล่าวมาปรับสูตร ควบคุมปริมาณ และฉีดเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุดอย่างถูกต้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะส่งผลให้เกิดการกระชับผิวหน้าอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน และแท้จริงแล้ว สาร Botulinum Toxin สำหรับการฉีดโบท็อก เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยบริเวณที่ฉีดลดเลือนลง และปรับลดขนาดกล้ามเนื้อให้เล็กลงด้วย เช่น กล้ามเนื้อกราม กล้ามเนื้อน่อง เป็นต้น
การฉีดโบท็อกมีกลไกการทำงานปรับรูปหน้า ลดริ้วรอยอย่างไร
เมื่อฉีด Botulinum Toxin เข้าสู่ร่างกายไป จะเกิดการจับตัวกับปลายประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ เกิดการยับยั้งสัญญาณที่จะกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว ริ้วรอยต่างๆจึงลดเลือนลง และยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยใหม่ และช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อใน
ระยะเวลาหนึ่งทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมีขนาดลดลงด้วย ซึ่งหากเราฉีดในบริเวณที่ต้องการปรับลดขนาด เช่น กราม ก็จะช่วยให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นได้
การฉีดโบท็อกส่งผลดีกับผิวอย่างไร
- ใช้ช่วยในการลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เช่น รอยตีนกา รอยขมวดคิ้ว รอยใต้ตา รอยย่นที่หน้าผาก
- ใช้ช่วยในการปรับรูปหน้า ให้หน้าเรียว เช่น ลดขนาดกราม ลดขนาดปีกจมูก ลดขนาดน่อง
- ช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ ใช้ลดกลิ่นกลายบริเวณใต้รักแร้ได้ด้วย
ฉีดโบท็อกแล้วหน้าจะดูแข็งเป็นหิน ดูไม่ธรรมชาติหรือไม่
การฉีดโบท็อกเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ การฉีดที่ดีคือ ต้องฉีดให้สวยขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลงแต่ดูเป็นธรรมชาติ คือต้องสวยแบบไม่มีสาเหตุ ไม่ให้ใครรู้ มิให้ใครดูออก (ถ้าฉีดลดกราม ยังไงก็ดูไม่ออก ไม่มีปัญหาหน้าแข็งแน่นอน แต่ถ้าฉีดลดริ้วรอย อันนี้เป็นเรื่องของเทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ฉีด) ซึ่งการฉีดจนหน้าดูแข็งน่าจะเป็นการฉีดในยุคสมัยก่อน แต่ที่ดีมอร์ คลินิก เรามีแพทย์ที่มีความสามารถ และความเชี่ยวชาญด้านการเสริมความงาม จะเน้นการฉีดโบท็อกเสริมสวยให้กับคุณอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่โป๊ะ ปากยิ้มได้เป็นธรรมชาติแน่นอน
ฉีดโบท็อก จะเห็นผลเมื่อไหร่
- ถ้าเป็นการฉีดลดริ้วรอย เริ่มเห็นผลใน 2-3 วันหลังฉีด และเห็นผลชัดเจนใน 7-14 วัน
- ถ้าเป็นการฉีดปรับรูปหน้าให้เรียว เริ่มออกฤทธิ์หลังฉีดไป 2-4 สัปดาห์ และออกฤทธิ์เต็มที่ที่ 2-3 เดือน
- ประสิทธิภาพคงอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล
- เพือประสิทธิภาพของการคงสภาพผิวจากการฉีด Botulinum Toxin แนะนำฉีดซ้ำ 2-3 ครั้ง หรือทุก 4 เดือน ต่อเนื่อง 3 ครั้ง พบว่าจะช่วยทำให้การฉีด Botulinum Toxin ครั้งต่อๆไปมีประสิทธิภาพยาวนานขึ้น กล้ามเนื้อส่วนที่รับบริการมีโอกาสคงรูปได้สูงขึ้น
การฉีดโบท็อกไม่เหมาะกับใครบ้าง
- ผู้หญิงมีครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ อัลบูมิน หรือแพ้แบคทีเรียลดกล้ามเนื้อ
- ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อ
- การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อก
การเตรียมตัวก่อน-หลังฉีดโบท็อก
ควรหยุดรับประทานวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินอี น้ำมันปลา พริมโรส ใบแปะก๊วย ก่อนการรักษาอย่างน้อย 3 วัน เพราะจะทำให้เกิดอาการเขียวช้ำได้ง่าย
การดูแลหลังฉีด Botulinum Toxin
-
- ใน 1 ชั่วโมงแรกหลังฉีด ให้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทุก 15 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น
- งดนอนราบ 4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด และห้ามนวดบริเวณที่ฉีด เนื่องจากตัวยาอาจกระจายออกนอกตำแหน่งที่ฉีด
- หากมีรอยช้ำหลังฉีด ประคบเย็นต่อที่บ้าน ห้ามประคบอุ่น
- ใน 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด งดดื่มแอลกอฮอล์ งดทรีทเมนต์ ทำหน้าร้อนๆ เลเซอร์ อบซาวน่า โยคะร้อน เป็นต้น
- ผู้รับบริการปรับรูปหน้า หน้าเรียว ฉีดลดกราม ควรเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งๆ เหนียวๆ เพื่อให้ผลคงอยู่ยาวนาน
รีวิวจาก Facebook
รีวิวการฉีด Botulinum Toxin

แก้ทรงจมูกมีกี่แบบ? รู้จักวิธีแก้จมูกให้เหมาะกับปัญหาแต่ละประเภท
การ แก้ทรงจมูก ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนซิลิโคนหรือปรับรูปทรงให้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ที่เคยเสริมจมูกมาแล้วแต่ละคนมีโครงสร้างเดิม สภาพเนื้อเยื่อ และปัญหาที่ต้องการแก้แตกต่างกัน บางคนอาจต้องการปรับทรงเดิมให้เข้ากับใบหน้ามากขึ้น ขณะที่บางคนอาจมีปัญหาจากการเสริมครั้งก่อน เช่น จมูกเบี้ยวหรือเอียง ปลายจมูกบาง จมูกสั้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายใน ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกก่อนว่า “อยากทำเทคนิคไหน” แต่ควรเริ่มจากการประเมินว่า จมูกมีปัญหาตรงไหน โครงสร้างเดิมเป็นอย่างไร และเทคนิคใดเหมาะกับจมูกของแต่ละคน ทำไมถึงต้องแก้ทรงจมูก? ปัญหาแบบไหนควรปรึกษาแพทย์ เหตุผลในการแก้ทรงจมูกของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นหลังการเสริมครั้งก่อน หรือความต้องการปรับรูปทรงให้เข้ากับใบหน้ามากขึ้น

ทรงจมูกสโลปคืออะไร? เช็กลักษณะจมูกสโลป เหมาะกับใครก่อนตัดสินใจแก้ทรงจมูก
“จมูกสโลป” เป็นหนึ่งในทรงจมูกที่ได้รับความนิยม เพราะมีแนวสันที่ค่อย ๆ ไล่ระดับลงมาสู่ปลาย ทำให้ใบหน้าดูมีมิติและสามารถออกแบบให้เข้ากับสัดส่วนของแต่ละคนได้ แต่การ แก้ทรงจมูก ให้เป็นทรงสโลป ไม่ได้หมายถึงการทำให้จมูกโด่งหรือปลายพุ่งมากที่สุด เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องของแนวสัน ปลายจมูก และความสมดุลกับองค์ประกอบของใบหน้า โดยเฉพาะผู้ที่เคยเสริมจมูกมาก่อน ควรประเมินทั้งโครงสร้างเดิม สภาพผิว เนื้อจมูก และปัญหาที่เกิดจากการผ่าตัดครั้งก่อน เพื่อออกแบบทรงใหม่ให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากกว่าการเลือกทรงจากภาพตัวอย่างเพียงอย่างเดียว ทรงจมูกสโลปคืออะไร? ทรงจมูกสโลป (Slope Nose) คือรูปทรงที่แนวสันจมูกค่อย ๆ

จมูกบางแก้ได้ไหม? เจาะลึกการแก้จมูก พร้อมทางเลือกสำหรับคนเนื้อน้อย
จมูกบางแก้ได้ไหม? เป็นหนึ่งในคำถามที่พบได้บ่อยในคนที่เคยเสริมจมูกมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบริเวณจมูกค่อนข้างบาง เนื้อจมูกน้อย หรือเริ่มรู้สึกว่าทรงจมูกเดิมไม่เหมาะกับใบหน้า ความจริงแล้ว การมีเนื้อจมูกน้อยไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถแก้จมูกได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องประเมินก่อนว่าปัญหาของแต่ละคนอยู่ตรงไหน โครงสร้างจมูกเดิมเป็นอย่างไร และเนื้อเยื่อสามารถรองรับการปรับแก้ได้มากน้อยเพียงใด ที่ Dmor Clinic คุณหมอตุ๊กจะประเมินทั้งโครงสร้างจมูกและสัดส่วนของใบหน้าเป็นรายบุคคล ก่อนพิจารณาเลือกเทคนิคที่เหมาะสม โดยไม่ได้กำหนดว่าทุกคนจะต้องแก้จมูกด้วยวิธีเดียวกัน เพื่อออกแบบจมูกที่เป็น “จมูกของคนนั้น” ดูเป็นธรรมชาติ เข้ากับใบหน้า และได้ทรงในแนวสโลปปลายพุ่งตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล จมูกเนื้อน้อยคืออะไร และทำไมการแก้จมูกจึงต้องพิจารณาเป็นพิเศษ? ลักษณะจมูกเนื้อน้อย

เสริมจมูกห้ามกินอะไรบ้าง? เช็กลิสต์กลุ่มอาหารที่ต้องเลี่ยงเพื่อแผลหายไวและทรงสวยปลอดภัย
การตัดสินใจเสริมจมูกถือเป็นเพียงก้าวแรกของการปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูดีขึ้น แต่ขั้นตอนสำคัญไม่แพ้การผ่าตัดคือการดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้น อาหารการกินเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่มีผลต่อการสมานแผล หากรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม อาจกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ บวมช้ำนานขึ้น หรือรุนแรงถึงขั้นแผลติดเชื้อจนทำให้ทรงจมูกเบี้ยวผิดรูปได้ เพื่อให้แผลแห้งไว รัดแกนเร็ว และได้ผลลัพธ์ที่สวยงามตามต้องการ การรู้เท่าทันและหลีกเลี่ยงกลุ่มอาหารต้องห้ามจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลังการเสริมจมูก อาหารหมักดองและอาหารรสจัด ปลาร้า หน่อไม้ดอง ผลไม้ดอง และอาหารรสเผ็ดจัดหรือเค็มจัด มีโซเดียมสูง ซึ่งโซเดียมจะทำให้ร่างกายดักเก็บน้ำไว้มากขึ้น ส่งผลให้แผลบวมช้ำนานกว่าปกติ นอกจากนี้ ในอาหารหมักดองบางชนิดอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดได้อย่างมาก อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบและอาหารทะเล ซาชิมิ

เสริมจมูกกินอะไรได้บ้าง? อาหารที่ช่วยให้แผลฟื้นตัวเร็ว
หลังเข้ารับการเสริมจมูก ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ต้มสุก เนื้อปลา และถั่ว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและสมานเนื้อเยื่อ ร่วมกับการทานอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม หรือกีวี่ และซิงค์ (Zinc) เพื่อลดการอักเสบ นอกจากนี้ การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอและทานอาหารเสริมลดบวม เช่น ฟักทอง หรือใบบัวบก จะช่วยให้แผลผ่าตัดยุบบวมและฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น การเข้ารับการศัลยกรรมเสริมจมูก ไม่ได้จบลงเพียงแค่การผ่าตัดในห้องผ่าตัดเท่านั้น แต่ขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้น

เสริมจมูกกี่วันออกกำลังกายได้? เช็กลิสต์ระยะเวลาและข้อควรระวังอย่างปลอดภัย
หลังการเสริมจมูก ควรลดการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากประมาณ 2 สัปดาห์แรก รวมถึงหลีกเลี่ยงการก้มหน้าเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เลือดคั่งและเพิ่มอาการบวมบริเวณแผลผ่าตัดได้ ส่วนการกลับไปออกกำลังกายหลังจากนั้น ควรค่อย ๆ เพิ่มระดับกิจกรรมตามการฟื้นตัว และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะกิจกรรมหนักหรือกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณจมูก เสริมจมูกกี่วันออกกำลังกายได้? สำหรับผู้ที่เพิ่งทำจมูกมา ช่วง 2 สัปดาห์แรก ถือเป็นช่วงที่ควรให้ความสำคัญกับการพักฟื้น โดยคำแนะนำหลังผ่าตัดของ Dmor Clinic ระบุให้ลดการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงมากประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรก้มหน้าเป็นเวลานาน